<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>63398</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2020 09:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2020 09:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดรฟท.ขยายเวลาทำร่างสัญญา 2.3 รถไฟไทย-จีน อีกรอบกระทบเลื่อนเปิดเดินรถสายสีแดง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 เม.ย.63 นายวรวุฒิ มาลา รอง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ระบุว่า ที่ประชุมบอร์ดรถไฟที่มีนายจิรุตม์ วิศาลจิตร เป็นประธาน ได้อนุมัติการขยายระยะเวลา การจัดทำร่างสัญญาจ้าง และเงื่อนไขทำสัญญาจ้างงานระบบราง ,ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล การจัดหาขบวนรถไฟและอบรมบุคลากร (สัญญา 2.3) โครงการรถไฟความเร็วสูงความร่วมมือไทย- จีน ออกไปอีก 155 วัน นับจากวันที่ 30 พ.ค. 2563 จากผลกระทบการระบาดไวรัส COVID ทำให้การดำเนินงานระหว่าง 2 ประเทศ ต้องชะลอไป

ทั้งนี้โดยบอร์ด รฟท.จะต้องการรายงานการขยายระยะเวลานี้ให้ คณะกรรมการบริหารการพัฒนาความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทย-จีนฯ ที่มี รมว.คมนาคมประธานรับทราบ เพื่อรายงานเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

นอกจากนี้บอร์ด รฟท. อนุมัติการขยายระยะเวลาสร้างสัญญาที่3 ระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รถตู้รถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง บางซื่อ-รังสิต และตลิ่งชัน-บางซื่อ ปัญหาอุปสรรคที่ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง

นายวรวุฒิระบุว่าปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาการรื้อย้ายสาธารณูปโภคในโครงการทั้งในส่วนของท่อก๊าซ ระบบประปา และการบุกรุกพื้นที่ส่วนหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบทำให้การดำเนินการก่อสร้างในสัญญาที่ 1 (สถานีกลางบางซื่อ) ล่าช้า จนกระทบไปถึงสัญญาที่ 3

ทั้งนี้ยอมรับว่า อุปสรรคความล่าช้าดังกล่าว จะส่งผลให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงนี้ เปิดให้บริการทั้งโครงการไม่ทันไหนต้นปี 2564 อย่างไรก็ตามในขณะนี้ยังมั่นใจว่าโครงการจะยังเปิดให้บริการได้ภายในปี 2564 ไม่เกินช่วงปลายปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63398</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟไทย-จีน, วรวุฒิ  มาลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180307/image_big_5a9fdace07c2f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61756</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/04/2020 08:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/04/2020 08:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด รฟท.จ้างเนาวรัตน์พัฒนาการสร้างอุโมงค์รถไฟไทย-จีน วงเงิน 4 พันล้าน เตรียมปรับแผนรับมือผู้โดยสารลด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 เม.ย.63-นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ว่า บอร์ด มีมติอนุมัติสั่งจ้างบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างงานสัญญาที่ 3-2 งานโยธา อุโมงค์ (มวกเหล็กและลำตะคอง) ระยะทาง 12.23 กิโลเมตร วงเงิน 4,279.328 ล้านบาท ในโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา

อย่างไรก็ตามขณะนี้ อยู่ระหว่างการรอผลการพิจารณารายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งจะเร่งรัดให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือนนับจากนี้ ก่อนที่จะมีการลงนามในสัญญา และเริ่มต้นก่อสร้างต่อไป อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การดำเนินการยังเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้

นอกจากนี้บอร์ด รฟท. ยังมีมติอนุมัติขยายระยะเวลาก่อสร้างงานสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้า และเครื่องกลรวมตู้รถไฟฟ้า โครงการระบบรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) ช่วงบางชื่อ-รังสิต (สัญญาที่ 3A) และช่วงบางชื่อ-ตลิ่งชัน (สัญญาที่ 3B) ของกิจการร่วมค้า MHSC (บริษัท MITSUBISHI Heavy Industrial Ltd บริษัท Hitachi และ บริษัท Sumitomo Corporation) มูลค่าสัญญา 32,399.99 ล้านบาท เนื่องจากติดปัญหาอุปสรรค ซึ่งไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้รับจ้าง พร้อมทั้งต้องมีการหารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อย่างไรก็ตาม บอร์ด รฟท. ให้กลับไปพิจารณาว่า การดำเนินการดังกล่าว จะมีผลกระทบกับการเปิดเดินรถหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ ยังไม่ทราบว่าจะจะขยายระยะเวลาไปถึงเมื่อใด ซึ่งต้องรอผลการพิจารณาอีกครั้งก่อน

นายวรวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า บอร์ด รฟท. ยังมีมติอนุมัติกู้เงินเพื่อใช้ในการดำเนินงานของการรถไฟฯ ประจำปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 11,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้เงินทดแทนหมุนเวียน (Working Cap) โดยเป็นการกู้เงินปกติของการรถไฟฯ นอกจากนี้ ยังได้มีการพิจารณาผลการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการและแนวทางการพัฒนาสถานีกลางบางซื่อ และการออกประกาศเชิญชวนจ้างเอกชน เพื่อบริหารจัดการสถานีกลางบางซื่อ ตามที่บริษัทที่ปรึกษาเสนอรูปแบบมา โดยบอร์ด รฟท. ได้เสนอให้ไปปรับรูปแบบอีกครั้ง ก่อนที่จะมีการสรุปรูปแบบ และแนวทางต่อไป

ในส่วนของสถานการณ์การเดินรถไฟให้บริการล่าสุด ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) นั้น นายวรวุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้ การเดินรถไฟในเส้นทางทางไกลลดลงประมาณ 70-80% ซึ่งในขณะที่ฝ่ายบริหารของการรถไฟฯ ได้มีการพิจารณา พร้อมทั้งประเมินสถานการณ์ในทุกวัน เพื่อปรับลดหรือยกเลิกเดินรถในบางเส้นทาง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และจำนวนผู้โดยสารที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61756</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), วรวุฒิ  มาลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190609/image_big_5cfcb1a134172.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2020 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2020 14:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ยันสถานีกลางบางซื่อเปิดใช้ต้นปี64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 มี.ค.63-นายวรวุฒิ มาลา&amp;nbsp; รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เปิดเผยภายหลังติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการสถานีกลางบางซื่อ ปัจจุบันภาพรวมโครงการมีความคืบหน้า98%และในเดือนมิถุนายน ตามแผนงานก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มทดสอบระบบได้ในเดือนตุลาคม พร้อมเปิดให้บริการต้นปี 2564 โดยจะเปิดให้บริการรถไฟชานเมืองสายสีแดง เป็นสายแรก ซึ่งตอนนี้ขบวนรถ ญี่ปุ่นได้ส่งมอบแล้ว 24 ตู้ และครบ 130 ตู้ภายในปีหน้่า ซึ่งล่าช้ากว่าแผนจากเหตุภัยพิบัติ
&amp;nbsp;

นอกจากนี้ได้มีการประเมินการให้บริการของรถไฟชทางไกลชั้น 2 ที่ใช้ดีเซลรุ่นเก่าอาจจะเกิดมลพิษภายในสถานี จึงเตรียมเสนอคณะกรรมการ รฟท.ขออนุมัติงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อสร้างสถานีชั่วคราว บริเวณสถานีรถไฟบางซื่อที่อยู่ติดกับสถานีกลาง เพื่อลดผลกระทบจนกว่าจะมีการซื้อรถไฟใหม่ที่ใช้ได้ 2 ระบบ ได้แก่ไฟฟ้า และดีเซล เพราะตามแผนต้องมีการทยอยย้ายการให้บริการจากหัวลำโพงมาสถานีกลางบางซื่อถึง 130 เส้นทาง ตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งล่าสุด ร.ฟ.ท. มีแผนจัดซื้อรถไฟ 2 ระบบ จำนวน 184 ตู้ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. พิจารณาแล้ว
&amp;nbsp;
นอกจากนี้เตรียมเสนอแนวทางการจ้างเอกชนเข้าบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งมีซึ่งมีสองแนวทาง คือ การบริหารสถานีหลัก 3 สถานีคือบางซื่อ,รังสิต,ดอนเมือง และอีกแนวทางคือบริหารสีแดงทั้ง 16 สถานี&amp;nbsp; โดยโจทย์คือต้องดึงดูดให้เอกชนเข้ามาประมูล เพราะมีหลายงานที่ต้องเข้ามาดำเนินการ อาทิ การบริหารพื้นที่การทำร้านค้าเชิงพาณิชย์ การทำความสะอาดการดูแลรักษาความปลอดภัย เป็นต้น
&amp;nbsp;
นายวรวุฒิ กล่าวว่าได้เตรียมพร้อมการประมูลส่วนต่อขยายสายสายสีแดง3 ช่วง ได้แก่ช่วงรังสิต-ธรรมศาสตร์ , ตลิ่งชัน-ศิริราช , ตลิ่งชัน-ศาลายา ในเดือนมิถุนายนและเงินคาดว่าจะได้เอกชนมาดำเนินการภายในปลายปีนี้ ในส่วนของวงเงินรวมทั้ง 3 ช่วง มูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
&amp;nbsp;
สำหรับสถานีกลางบางซื่อ ชั้น 1 เป็นพื้นที่ขายตั๋ว ชั่น 2 จะให้บริการ รถไฟชานเมืองสายสีแดง และรถไฟทางไกล ชั้น 3 ให้บริการรถไฟความเร็วสูง และแอร์พอร์ตลิงค์คาดการณ์ในปีแรก จำนวน 208,000 คน-เที่ยว/วัน เป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางแห่งใหม่ของประเทศ
&amp;nbsp;
นายวรวุฒิ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการทั้ง3 สัญญา ประกอบด้วยสัญญาที่ 1 งานโยธาสำหรับสถานีกลางบางซื่อและศูนย์ซ่อมบำรุง มีความคืบหน้าคิดเป็น 98.62 % ประกอบด้วย สถานีกลางบางซื่อ
และสถานีจตุจักร ทางรถไฟยกระดับ จาก กม.6+000 ถึง กม.12+201.700 ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าชานเมือง ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟทางไกล ย่านจอดรถไฟ และอาคารอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการควบคุมการเดินรถ ตลอดจนถนน สะพานยกระดับเข้า-ออกสถานี และระบบระบายน้ำ
&amp;nbsp;
สัญญาที่ 2 เป็นงานโยธาสำหรับทางรถไฟ ช่วงบางซื่อ-รังสิต คืบหน้าเสร็จแล้ว 100%ประกอบด้วย สถานี 8 สถานี ทางรถไฟยกระดับและทางรถไฟระดับดิน ถนนเลียบทางรถไฟ สะพานกลับรถ สะพานข้ามทางรถไฟ และระบบระบายน้ำซึ่งการก่อสร้างแล้วเสร็จสมบูรณ์แล้ว และสัญญาที่ 3 งานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล รวมจัดหาตู้รถไฟ สำหรับช่วงบางซื่อ-รังสิต และบางซื่อ-ตลิ่งชัน มีความคืบหน้า 73.53%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;
สำหรับความคืบหน้าบริษัทเดินรถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยจะขออนุมัติเงินกู้ 3,000 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนบริษัทฯ และจัดสรรบุคลากร ในช่วงแรก 773 อัตรา โดยมาจากการโอนย้ายพนักงานจาก บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ที่มีอยู่ประมาณ 400 คน,พนักงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และเปิดรับสมัครพนักงานใหม่ ส่วนทางเลือกในการบริหารสถานี รฟท. มีแนวทางเลือกอยู่หลากหลายแนวทาง เช่น รฟท. ดำเนินการบริหารงานสถานีด้วยตนเองทั้งหมด จัดตั้งบริษัทลูกให้ดำเนินการแทน เชิญชวนเอกชนร่วมลงทุน จัดจ้างเอกชนเข้ามาบริหาร หรือให้สิทธิ์เอกชนเป็นผู้ดำเนินการและจ่ายผลตอบแทน เป็นต้น ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาทางเลือกที่สอดคล้องและเหมาะสมที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60162</URL_LINK>
                <HASHTAG>วรวุฒิ  มาลา, สถานีกลางบางซื่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200318/image_big_5e71cb4a014e4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>58380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/02/2020 22:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/02/2020 22:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท. วางแนวทางป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ก.พ. 2563 นายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ว่า มีผู้ได้รับการวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 แล้ว เป็นจำนวนมากและโรคดังกล่าวยังได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วไปยังหลายประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและให้ความสำคัญต่อสุขภาพความปลอดภัยของพนักงานที่ปฏิบัติงานทุกคน โดยเฉพาะพนักงานบนขบวนรถ สถานี ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัส COVID-19 การรถไฟฯ จึงได้เพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคดังกล่าว เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงานการรถไฟฯ ดังนี้

1. ไม่อนุมัติ หรืออนุญาตให้พนักงานหรือลูกจ้างของการรถไฟฯ ลาเพื่อเดินทางไปยัง หรือแวะผ่าน (Transit) ประเทศหรือเขตปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังนี้
(1) สาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้)
(2) สาธารณรัฐประชาชนจีน
(3) เขตบริหารพิเศษมาเก๊าแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
(4) เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
(5) ประเทศญี่ปุ่น(11) สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
(6) ประเทศไต้หวัน
(7) ประเทศมาเลเซีย
(8) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
(9) สาธารณรัฐสิงคโปร์
(10) สาธารณรัฐอิตาลี

ทั้งนี้ มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

2. พนักงานหรือลูกจ้างการรถไฟฯ ทีได้รับการอนุมัติจากการรถไฟฯ แล้ว ขอให้ทบทวนความจำเป็นของการเดินทาง และแนะนำให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อน

3. กรณีมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงการเดินทางได้ ให้ขออนุมัติผู้ว่าการรถไฟฯ เป็นกรณี ๆ ไป

4. กรณีพนักงานหรือลูกจ้างของการรถไฟฯ เดินทางไปยังประเทศที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามข้อ 1 และ/หรือ ตามประกาศเพิ่มเติมของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเดินทางถึงประเทศไทย
ให้ถือปฏิบัติ ดังนี้

4.1 ให้พนักงานหรือลูกจ้างของการรถไฟฯ รายงานตัวทางโทรศัพท์ต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไป 1 ระดับ เพื่อรวบรวมข้อมูลรายงานต่อการรถไฟฯ

4.2 ให้พนักงานหรือลูกจ้างของการรถไฟฯ หยุดงานเป็นเวลา 14 วัน โดยใช้วันลาของตนเอง เพื่อเฝ้าระวังอาการป่วย และให้รายงานอาการต่อผู้บังคับบัญชาทุกวันในช่วงเวลาดังกล่าว

4.3 กรณีพนักงานหรือลูกจ้างของการรถไฟฯ ที่เดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยง ตามข้อ 1 โดยคำสั่งของการรถไฟฯ ให้ไปปฏิบัติราชการ ให้สามารถทำงานที่บ้าน (Work at home) จนครบ 14 วัน

4.4 กรณีพนักงานหรือลูกจ้างการรถไฟฯ มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ร่วมกับ มีอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง (ไอ เจ็บคอ น้ำมูก หายใจเร็ว หายใจลำบาก) ต้องเข้ารับการตรวจ ตามแนวทางการดูแลผู้ป่วย หรือผู้อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

5. การรถไฟฯ ขอให้พนักงานและลูกจ้างของการรถไฟฯ ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด และให้ถือว่าเป็นนโยบาย ข้อสั่งการ เร่งด่วนสำคัญ

นายวรวุฒิ กล่าวต่อว่า การรถไฟฯ ได้เน้นย้ำกำชับให้บุคลากรของการรถไฟฯ ทุกระดับ ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ รวมถึงได้แนะนำให้พนักงานดูแลสุขอนามัยด้วยการสวมหน้ากากอนามัยและใช้เจลหน้ามืออย่างถูกต้อง เพื่อตระหนักถึงความปลอดภัยต่อตนเองและส่วนรวม
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/58380</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.), วรวุฒิ  มาลา, โควิด 19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90cfb367abd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51235</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/11/2019 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/11/2019 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯไฟเขียว​สรรหาผู้ว่า​ รฟท.ตัวจริงแล้วหลังว่างมา2ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 พ.ย.62-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า​&amp;nbsp; ปัญหาการสรรหาผู้ว่า​การรถไฟแห่ง ประเทศ​ไทย​ (รฟท.​)ที่ยืดเยื้อมานาน​ หลังจากที่​พลเอกประยุทธ์​ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามม 44&amp;nbsp;&amp;nbsp; สั่งให้นายวุฒิชาติ​ กัลยาณมิตร​ ผู้ว่าการ​ รฟท.ขณะนั้น​พ้นจากหน้าที่​ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์​&amp;nbsp; 2560&amp;nbsp; หลังจากนั้น​ได้มีการตั้งรักษาการ​ผู้ว่าฯมาแล้ว​2คน​ โดยการรถไฟฯ​ว่างเว้นการไม่มีผู้ว่าฯตัวจริงมาแล้วกว่า​ 2​ ปี

อย่างไรก็ตามขณะที่กระบวนการสรรหา์​ในช่วงที่ผ่านมาเกิดความวุ่นวาย​ เริ่มจากรณีที่นายวรวุฒิ​ มาลา​รักษาการ​ ผู้ว่า​รฟท.คนปัจจุบัน​ ได้ทำหนังสือสอบถาม​ ไปถึง ผู้อำนวย​การ​ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ​(สคร.)​ เมื่อวันที่​ 2​ สิงหาคม​ 2562​ เรื่องขอความเห็น​การดำนินการสรรหาผู้ว่า​ การรถไฟแห่งประเทศไทย&amp;nbsp; เนื่องจากการ ดำรงตำแหน่งของตน เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาดำรงตำแหน่ง หรือพ้นตำแหน่งตามแนวทางการสรรหาปกติ​ ดังนั้นจะดำเนินการเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่ ได้หรือไม่อย่างไร

นายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ รมว.คมนาคม​ กล่าวยอมรับว่า​ เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัดในประเด็นดังกล่าว​ และเป็นแนวทางปฏิบัติ​จากฝ่ายนโยบายที่ชัดเจน​ กระทรวงคมนาคมได้ทำหนังสือ​ขอข้อหารือ​ไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว​&amp;nbsp; ว่าจะเริ่มกระบวนการสรรหา​ผู้ว่า​รฟท.ได้หรือไม่อย่างไร​ต่อไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าล่าสุดพลเอกประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือตอบกลับมายังกระทรวงคมนาคม แล้วว่าให้เดินหน้าเร่งรัด​ กระบวนการสรรหาผู้ว่า​ รฟท.ใหม่ได้ทันที​ ในขณะที่กระทรวงคมนาคมก็เร่งรัด บอร์ดการรถไฟฯชุดใหม่​, ให้เร่งการสรรหาให้ยุติโดยเร็ว​ ​โดยนายศักดิ์สยาม​ ชิดชอบ​ รัฐมนตรีว่าการ​กระทรวงคมนาคม​ เคยประกาศว่าจะไปให้นโยบาย​ รฟท.​ภายหลัง​ รฟท.มีผู้ว่าการฯ​ตัวจริงแล้ว​ ​และเมื่อวันที่26 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาที่มีนายอำนวย&amp;nbsp; ปรีมนวงศ์​ เป็นประธาน​ ได้มีการประชุมนัดแรก หลังได้รับการแต่งตั้งจากบอร์ดชุดใหม่ที่มีนายจิรุตม์​ วิศาลจิต​ร​เป็นประธานฯ​ เมื่อวันที่​29​ ตุลาคม​ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51235</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), บอร์ด รฟท., วรวุฒิ  มาลา, สรรหาผู้ว่า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90cfb367abd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46830</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/09/2019 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/09/2019 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.เล็งชงร่างสัญญารถไฟเชื่อม 3 สนามบินเข้า กพอ.30 ก.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 ก.ย.62-นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการคัดเลือกโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) เมื่อวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า การหารือครั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้พิจารณาร่างจดหมาย ร่างสัญญาเอกสารแนบท้าย ซึ่งประกอบไปด้วย เอกสารส่งมอบพื้นที่เป็นหลัก ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกฯ จะยึดตามกรอบที่กำหนดไว้ในเอกสารข้อเสนอโครงการ (RFP) ตามที่ระบุไว้ว่า รฟท.ต้องส่งมอบพื้นที่อย่างน้อย 50% ของส่วนที่เป็นสาระสำคัญของการก่อสร้างโครงการ ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนพญาไท &amp;ndash; ดอนเมือง และสุวรรณภูมิ &amp;ndash; อู่ตะเภา

&amp;ldquo;การเจรจาในรายละเอียดส่งมอบพื้นที่ ที่ผ่านมาใช้เวลาค่อนข้างนานแล้ว ก็เกรงว่ายิ่งช้าจะยิ่งมีปัญหา จึงได้ข้อตกลงร่วมกันว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะส่งมอบพื้นที่ส่วนสาระสำคัญ 100% เพราะพื้นที่มีปัญหาอยู่ และมีบางส่วนซ้ำซ้อนโครงการอื่นด้วย ดังนั้นพื้นที่ที่จะพร้อมส่งมอบก็ต้องกลับไปยึดตาม RFP โดยคณะทำงานของการรถไฟฯ จะเร่งสรุปพื้นที่ที่พร้อมส่งมอบแต่ละส่วนว่ามีที่ใดบ้าง และจะเสนอให้ที่ประชุม กพอ.เห็นชอบร่างสัญญา เพื่อส่งให้กลับทางเอกขนรับทราบต่อไป ยืนยันว่ามันเป็นสิ่งที่เราพยายามทำให้ได้ผลมากที่สุด และหลังลงนามจริงๆ ก็ยังมีเวลาคุยในรายละเอียดได้อีก&amp;rdquo;นายวรวุฒิกล่าว

สำหรับกรอบการดำเนินงานของ รฟท.ระหว่างนี้จะเร่งสรุปรายละเอียดพื้นที่พร้อมส่งมอบทั้งหมด คณะกรรมการนโยบายพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พิจารณาในวันจันทร์ที่ 30 ก.ย.นี้ หาก กพอ.เห็นชอบก็จะแจ้งให้เอกชนคู่เจรจา คือ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่มซีพี) รับทราบโดยไม่ต้องนัดมาเจรจาอีกครั้งแล้ว เบื้องต้นกำหนดวันลงนามสัญญาตามกรอบที่รัฐบาลตั้งไว้ คือวันที่ 15 ต.ค. 2562

นายวรวุฒิ ยังกล่าวอีกว่า ปัญหาส่งมอบพื้นที่ที่เจรจากันมานาน ตอนนี้ได้ข้อสรุปร่วมกันหมดแล้วว่า รฟท.จะต้องยึดตามกรอบ RFP ส่วนหน้าที่การรับผิดชอบเคลียร์พื้นที่แต่ละส่วน ก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนแรกบนดิน ที่มีผู้บุกรุก รฟท.จะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายโยกย้ายผู้บุกรุก ส่วนเอกชนจะต้องรับผิดชอบเคลียร์พื้นที่ รื้อย้ายสิ่งปลูกสร้างที่เหลือ ซึ่งหลักการดังกล่าว เป็นหลักการทั่วไปของโครงการก่อสร้าง ผู้รับเหมาจะต้องรับผิดชอบในการรื้อย้าย เคลียร์หน้าดินเพื่อเตรียมงานก่อสร้าง

และส่วนที่สอง เป็นส่วนของใต้ดิน รฟท.ในฐานะคู่สัญญากับเจ้าของสาธารณูปโภคต่างๆ จะรับหน้าที่ในการบอกเลิกสัญญากับสาธารณูปโภค โดยสัญญาที่ทำร่วมกับสาธารณูปโภคได้กำหนดไว้แล้วว่าสามารถบอกเลิกสัญญาได้ และทางเจ้าของสาธารณูปโภคจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรื้อย้าย แต่จะต้องบอกเงื่อนไขของการรื้อย้ายให้ทราบด้วยว่า สาธารณูปโภคดังกล่าวต้องรื้อย้ายไปทางไหน ดังนั้นหน้าที่กำหนดแนวทางรื้อย้าย ถือเป็นหน้าที่ของกลุ่มซีพี เพราะจะต้องระบุให้ทราบว่ามีออกแบบก่อสร้างไว้อย่างไร

&amp;ldquo;พื้นที่เวนคืนต้องปล่อยไปตามเวลาเพราะต้องออก พ.ร.ฎ. เวนคืน ถ้าถามว่าหนักใจไหมเรื่อง พ.ร.ฎ.เวนคืน ก็ต้องบอกว่าไม่หนักใจ เพราะปกติเราจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อรอ พ.ร.ฎ.เวนคืน และเมื่อออกก็สามารถเริ่มทำได้เลย&amp;rdquo;

อย่างไรก็ตามขณะที่ปัญหาการรื้อย้ายเสาโฮปเวลล์ เป็นสิ่งที่ต้องมาดูว่าเมื่อทรัพย์สินมีเจ้าของ อยู่ในเขต รฟท. ถือได้ว่า รฟท.เป็นเจ้าของ แต่ปัจจุบันยังมีคดีกันอยู่ ดังนั้นการรับผิดชอบส่วนนี้ไม่ใช่หน้าที่ของเอกชน แต่เป็นหน้าที่ของ รฟท.แน่นอน โดยที่ผ่านมา รฟท.มั่นใจว่าได้รวมเงินค่ารื้อย้ายดังกล่าวไว้ในส่วนเงินที่รัฐจะอุดหนุนแล้ว แต่ทางเอกชนชี้แจงว่าไม่เห็นวงเงินดังกล่าว ดังนั้นการรับผิดชอบส่วนนี้ รฟท.จะต้องมาหารายละเอียดรายการใช้จ่ายเงินอุดหนุนให้ได้ว่ารวมค่ารื้อโฮปเวลล์แล้วหรือไม่ หากยังไม่ได้รวมก็จะต้องหาเงินไปชดเชย แต่เบื้องต้นยืนยันว่าได้มีการหารือกับเอกชนแล้ว ไม่ใช่ปัญหาหลัก เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่สามารถเจรจาภายหลังได้

ทั้งนี้ส่วนกรณีของการลงนามสัญญาก่อน และกำหนดออกหนังสือเริ่มงานก่อสร้าง หรือ Notice to Proceed (NTP) หลังจากนั้นภายใน 1 ปี ยืนยันว่าเป็นหลักการที่สามารถทำได้ และไม่ขัดกับเอกสาร RFP รวมทั้งคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ทำการศึกษาโมเดลดังกล่าวมาจากโครงการร่วมทุนก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู และสายสีเหลือง ซึ่งพบว่ามีการออก NTP หลังจากลงนามสัญญาแล้วกว่า 1 ปี

ขณะนี้คณะกรรมการคัดเลือกฯ จึงยังคงความเห็นที่จะกำหนดลงนามสัญญาตามกรอบที่รัฐบาลตั้งไว้ โดย ร.ฟ.ท.จะต้องส่งมอบพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 50% ของพื้นที่ส่วนที่มีสาระสำคัญ โดยหลังจากการลงนามทั้งสองฝ่ายจะต้องทำงานร่วมกันเพื่อเข้าเคลียร์พื้นที่ที่ได้รับส่งมอบ เมื่อเริ่มงานเคลียร์พื้นที่แล้วเสร็จ และเล็งเห็นว่าพื้นที่ที่เหลือไม่ใช่ปัญหาที่จะกระทบกับงานก่อสร้างในอนาคต จึงจะออก NTP เพื่อเริ่มงานก่อสร้างได้

&amp;ldquo;รายงาน กพอ.วันจันทร์นี้ หากเห็นชอบ ก็สามารถแจ้งทางซีพี และส่งร่างสัญญาให้ซีพีได้เลย ไม่ต้องผ่านใครดูร่างแล้ว ก็ยืนยันว่าตอนนี้ทำทุกอย่างเป็นไปตาม RFP สิ่งที่พูดกันที่ผ่านมา มันเป็นการเจรจาต่อรอง เรื่องส่งมอบ 100% ก็รวม 120 กิโลเมตร (กม.) ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ วันนี้ก็ต้องกลับมาดูให้เป็นไปตาม RFP เพราะเราคุยยืดเยื้อมานานไปแล้ว ดังนั้นวันนี้การปรับสัญญาแนบท้าย ก็ต้องปรับ เพราะมันคุยกันในรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่หลักการมันควรเริ่มการก่อสร้างไปก่อน มันไม่มีส่งมอบทั้งหมดได้&amp;rdquo;นายวรวุฒิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการไฮสปีดเทรนเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง&amp;ndash;สุวรรณภูมิ&amp;ndash;อู่ตะเภา) มูลค่า 2.2 แสนล้านบาท โดยมี นายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)เป็นประธานประชุม เมื่อวันที่ที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 17.30 น.-23.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46830</URL_LINK>
                <HASHTAG>รถไฟเชื่อมสามสนามบิน, วรวุฒิ  มาลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90cfb367abd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40573</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2019 23:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2019 08:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รฟท.ดีเดย์12 ก.ค.นี้นัดซีพีคุยรถไฟเชื่อมสามสนามบินให้จบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค. 2562 นายวรวุฒิ &amp;nbsp;มาลา รักษาการ ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งขณะนี้ยืนยันว่า รฟท.มีข้อมูลพื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างล็อตแรก พร้อมส่งมอบให้กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร (กลุ่ม CPH) เข้าพื้นที่เริ่มงานก่อสร้างมีความพร้อมแล้ว และวันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคมนี้ เวลา 13.30 น. ทั้ง 2 ฝ่าย จะนัดหารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาข้อมูลทั้งหมด หากทางกลุ่ม CPH พอใจ ก็สามารถนัดหมายร่วมกัน 2 ฝ่าย เพื่อลงนามในสัญญาทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุจิตต์ เชาว์ศิริกุล รองผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)กล่าวว่า มั่นใจว่าการลงนามร่วมกันระหว่าง รฟท.และกลุ่มซีพี จะทันภายในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งในวันลงนามสัญญาจะมีการส่งมอบพื้นที่ส่วนใหญ่ประมาณ 80 % ของโครงการ เพื่อให้กลุ่มซีพีเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างด้วย โดยเป็นพื้นที่ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องการเวนคืน ติดภาระผูกพันสัญญา หรือมีการบุกรุก &amp;nbsp;โดยที่ดินที่มีการบุกรุกนั้น รฟท.มั่นใจว่าจะเคลียร์ผู้บุกรุกออกได้ภายในเวลา 2 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับพื้นที่ที่ใช้ก่อสร้างในโครงการทั้งหมดกว่า 10,000 ไร่ โดยมีพื้นที่ประมาณ 20% &amp;nbsp;หรือประมาณกว่า 2,000 ไร่ ที่ต้องเร่งเคลียร์ปัญหา เพื่อให้ส่งมอบพื้นที่ให้ได้เร็วที่สุด ประกอบด้วยพื้นที่ที่ต้องออกพระราชกฤษฎีกาเวนคืน 12 ฉบับ เนื้อที่ประมาณ 850 ไร่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามส่วนที่เหลือจะมีพื้นที่ที่โดนบุกรุกประมาณ 1,000 ไร่ ที่ รฟท.จะต้องเจรจากับผู้บุกรุก นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ที่ติดสัญญาเช่าประมาณ 400 ไร่ ที่ให้เอกชนเช่ามีสัญญาไว้ในอดีต ซึ่งการเจรจากับผู้เช่าไม่น่ามีปัญหาจะมีเพียงส่วนหนึ่งที่เป็นสัญญาเช่า เพื่อใช้ที่ดินทำประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภค ในส่วนนี้หากจะให้ผู้เช่าหรือย้ายต้องมีการแจ้งล่วงหน้าตามข้อสัญญา ซึ่งจะต้องไปดูรายละเอียดอีกครั้ง.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40573</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), ซีพี, วรวุฒิ  มาลา, โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190319/image_big_5c90cfb367abd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
